“กัญชาหัวใส” อ้างนักการเมือง                 เข้าขายตรงอีกแล้ว  9 มิ.ย. ปลอดล็อคกัญชา ต้นละ 12,000

“กัญชาหัวใส” อ้างนักการเมือง เข้าขายตรงอีกแล้ว 9 มิ.ย. ปลอดล็อคกัญชา ต้นละ 12,000

การตลาดขายตรง/MLM/ ธุรกิจเคือข่าย

2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวระดมทุนปลูก “กัญชา” เกิดขึ้นในระบบขายตรงอย่างหนาหู และขายจำหน่ายให้นักลงทุนโดยการแนะนำของสมาชิกบริษัทในราคาสูงถึงต้นละ 7,900 บาท ซึ่งใน 1 ปี ได้ทั้งเงินทุนบวกกันเงินปันผลคืน รวม 12,000 บาทต่อต้น ทั้งที่ความเป็นจริง ณ ขณะนี้คือ กฎหมายกัญชายังไม่ปลดล็อค และการวางโครงการระดมทุนเป็นเพียงแผนขายความคิด อีกทั้งยังไม่มีการปลูกต้นกัญชาให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

เรามาลองคิดดูว่า หากนักลงทุน 1 คน ซื้อกัญชาคนละ 10 ต้น 1 ปีถัดไป จะได้เงิน 120,000 บาท หักทุนต้นละ 7,900 บาท กำไรต่อต้นคือ 4,000 บาท คูณ 10 ต้น รวมได้กำไรทั้งสิ้น 40,000 บาท

“อยากถามว่า จริงๆ แล้ว ราคาต้นกล้ากัญชาราคาสูงถึงขนาดนั้นเชียวหรือ?”

9 มิถุนายน 2565 ไทยจะประกาศปลดล็อคกฎหมายกัญชา แต่เอ๊ะ!!! ทำไม เมื่อ 1 เมษายนที่ผ่าน แนวคิดการ “ขายฝันปลูกต้นกัญชา” ของโปรเจ็ค Waldo18 ภายใต้การขับเคลื่อนของบริษัทกลุ่มธุรกิจธรรมดี โฮลดิ้ง กรุ๊ป ส่งต่อให้บริษัทในเครือคือ บริษัท เดอะ บีไฮฟ์ กรุ๊ป จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจขายตรง ถึงถูกปลุกระดมทุนเพื่อ “ปลูกกัญชาและจ่ายเงินปันผลในระบบขายตรง” แล้วอย่างเป็นทางการ จนถึงขณะนี้มีการขายต้นกัญชาให้นักลงทุนไปแล้วจำนวนมาก

แบบนี้ไม่ผิดการขายแนวคิด แต่จะผิดต่อการขายฝันปลูกต้นกัญชาที่ยังไม่มีอยู่จริงหรือไม่

ล่าสุด ทีมข่าว MLM NEWS ได้พูดคุยกับแหล่งข่าววงในถึงประเด็นนี้ เพราะจากการที่แหล่งข่าวเดินทางไปพื้นที่ปลูกกัญชาบนคอนโด waldo888 ชั้นที่ 9 มีลักษณะเป็น 2 ห้อง เห็นต้นกล้าที่มีไม่เกิน 10 ต้น ก็ไม่มั่นใจถึงการ “ปลูกต้นกัญชาในอนาคตและเงินคืนใน 1 ปีข้างหน้าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่” จึงตัดสินใจไม่ร่วมลงทุน และให้ข้อมูลที่สรุปได้ว่า โครงการนี้โปรเจ็คของ บริษัท ธรรมดี โฮลดิ้ง กรุ๊ป ที่มอบหมายให้ บริษัท เดอะ บีไฮฟ์ กรุ๊ป จำกัด บริษัทหนึ่งในเครือของธรรมดี โฮลดิ้ง กรุ๊ป ที่รับผิดชอบดูแลในส่วนของสมาชิก รวมถึงเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าในเครือทุกประเภท เข้ามาดูแลด้านการจ่ายเงินให้กับแม่ทีมที่ไปแนะนำชักชวนนักลงทุนมาลงทุนกัญชาในระบบขายตรง

ต้นกัญชาที่จำหน่ายมี 2 ราคาในการชวนลงทุน กำหนด 1 ปี จะได้เงินทุนบวกเงินปันผลคืนในเดือนกรกฎาคมปี 2566 ซึ่งมีกัญชาต้นละ 7,900 บาท จะได้เงินคืนรวม 12,000 บาท มีส่วนต่างต้นละ 4,000 บาท และกัญชาต้นละ 9,900 บาท จะได้เงินคืนรวม 16,000 บาท มีส่วนต่างต้นละ 6,000 บาท ซึ่งส่วนต่างถือเป็นกำไรของนักลงทุน

ในส่วนของสมาชิกหรือแม่ทีมของบริษัท ที่ออกไปแนะนำชวนให้คนมาลงทุนปลูกต้นกัญชา จะได้ค่าแนะนำในระบบต่อหัวคนละ 500 บาท ส่วนกัญชา 1 ต้น จะได้ 400 คะแนน

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ตำแหน่งลีดเดอร์ในระบบขายตรง หากขึ้นตำแหน่งโดยไม่เอากัญชาเข้ามาเกี่ยวข้อง สมาชิกต้องมีคะแนน 2,000 คะแนน หากเทียบ 1 คะแนน 10 บาท เท่ากับ 20,000 บาท แต่หากเข้ามาในระบบลงทุนกัญชา ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน 20,000 บาท เพียงแค่ซื้อกัญชา 1 ต้น ก็ขึ้นตำแหน่งลีดเดอร์ได้เช่นเดียวกัน

ทั้งยังมีแผนการตลาดที่ดึงดูดเร่งให้มีการชวนคนอีกคือ การให้ Star Bonus คือ หากสมาชิกหรือผู้นำที่ไปแนะนำชวนคนมาร่วมลงทุนกัญชา 10 คน ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ก่อนปลอล๊อกวันที่ 9 มิถุนายน จะได้เงินในระบบ 11,000 บาท จ่ายภายใน 5 วัน เงินจะเข้าให้ในระบบ ซึ่งเงินจำนวนนี้มาจากค่าแนะนำชวนนักลงทุนปลูกกัญชาหัวละ 500 บาท 10 คน เท่ากับ 5,000 บาท แผนการตลาด Star Bonus จะดับเบิ้ลให้อีก 5,000 บาท ส่วนอีก 1,000 บาท มาจากการจับคู่หาร 2 ให้อีก 2,000 บาท เท่ากับ 1,000 บาท

แต่การระดมทุนปลูกกัญชาที่เป็นปัญหาคือ “การจ่ายเงินในระบบขายตรง” ที่สมาชิกหรือแม่ทีม จะไม่บอกนักลงทุน ว่าจะได้เงินในระบบขายตรงส่วนนี้ด้วย จะบอกแค่ได้เงินปันผลในปีหน้าเท่านั้น

ที่สำคัญ การระดมทุนครั้งนี้ มีการอ้างอิงถึงนักการเมือง ชื่อย่อ ส ว่าได้มาร่วมลงทุนปลูกกัญชาด้วยแล้วจำนวน 1,000 ต้น ให้ดูหน้าเชื่อถือ และตอนนี้มีนักลงทุนที่ส่วนมากเป็นคนวัยเกษียณ ก็ถูกชักชวนร่วมลงทุนอีกจำนวนมากขึ้น ซึ่งรวมๆ แล้วคิดเป็นจำนวนเงินที่โอนเพื่อซื้อต้นกัญชามูลค่าหลายล้านบาทกันเลยทีเดียว

แต่เป็นที่น่าสงสัยว่า ทำไมจำนวนเงินที่นักลงทุนแต่ละรายโอนจ่ายค่าต้นกัญชานั้น การโอนจ่ายในชื่อของบุคคล คือ “นายธีรวัฒน์ สุธรรม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจธรรมดี เหตุฉไนจึงเป็นไม่เป็นการโอนจ่ายในนามบริษัท ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยอีก

ซึ่งผู้ลงทุนบางส่วนมีคำถามถ้าต้นกัญชาที่ลงทุนไปตายล่ะ บริษัทอ้างว่าจะมีการทำประกันไว้กับบริษัทประกัน 2 บริษัท หากเกิดกรณีต้นกัญชาเกิดความเสียหาย และการันตีว่านักลงทุนจะได้เงินคืนอย่างแน่นอน

และเมื่อเร็วๆ นี้ ทีมข่าวได้พบการ comment ชี้แจงใต้เพจเฟสบุ๊คของสำนักงานข่าวแห่งหนึ่งที่ได้นำเสนอข่าวดังกล่าวไปก่อนหน้านี้ โดย comment ดังกล่าวใช้ชื่อ Teerawat Sutum ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจธรรมดี ที่มีการระดมทุนโครงการกัญชาชี้แจงว่า

“ธรรมดี เราเป็น บริษัท Start up ที่ทำธุรกิจหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือเรื่องของกัญชา ซึ่งเราได้เริ่มต้นโปรเจ็คนี้เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ที่จังหวัดเพชรบุรี ภายใต้โครงการ waldo 18 และได้มีการจัดตั้งสถาบันสงเสริมการปลูกกัญชาทางการแพทย์ ร่วมกับสถาบันการศึกษา หลายแห่ง ด้วยเรามองเห็นศักยภาพ ของพืชกัญชา จึงได้มีการเตรียมการความพร้อมมาพอสมควรครับ โดยเราเตรียมความพร้อมการปลูกในระบบปิด 100% เป็นลักษณะเกษตร แนวดิ่ง บนอาคาร คอนโด ขนาด 12 ชั้น รวมไปถึงเป็นสถาบันวิจัย และเรายังเปิดหลักสูตรร่วมกับมหาวิทยาลัย ให้ทุนเรียนฟรี และกลับมาทำงานกับเราเพื่อเตรียมความพร้อมเรื่องบุคคลากร ปัจจุบัน เราได้มี การขยาย โครงการ เพื่อรองรับความต้องการ ทางด้านกัญชาในอนาคต อีก 888 ไร่ ณ อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ภายใต้ ชื่อ นิคมเกษตรนวัตกรรม waldo888 ที่จะสามารถรองรับ จำนวนพื้นที่ปลูกได้ มากกว่า 100,000 ต้น

ด้วยความที่กัญชายังเป็นพืชที่ถูกควบคุม ซึ่งเราทราบดีในเรื่องนี้ แต่ถ้าเราไม่เตรียมการไว้ก่อนทุกอย่างก็คงช้าไป

อนึ่ง เราไม่มีนโยบายที่จะให้ทุกท่านปลูกที่บ้าน เพราะเราต้องการควบคุมคุณภาพให้ดีที่สุด เราถึงต้องตั้งเป็นนิคมเกษตรนวัตกรรม เพื่อทุกคนได้เข้าถึงแหล่งปลูกได้ ภายใต้การบริหารจัดการเดียวกัน

สำหรับท่านใดที่มีข้อสงสัย สามารถสอบถามผ่านนักธุรกิจ ธรรมดี ทุกท่าน นะครับ และทุกๆการปลูก ที่จะเริ่มในวันที่ 10 มิถุนายน 65 เรานำเงินไปช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียง มากกว่า 1000 รายในจังหวัดเพชรบุรีครับ”

          ล่าสุด ทีมข่าวได้สอบถามถึงประเด็นการระดมทุนปลูกกัญชาผ่านระบบขายตรงไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ซึ่งแหล่งข่าวภายในให้ข้อมูลว่า “ได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวมาบ้าง โดยมีคนแจ้งเบาะแสมายัง สคบ. เพื่อให้เข้าไปตรวจสอบ แต่กรณีดังกล่าว สคบ. ไม่เคยอนุญาตให้ทำเช่นนั้น

แหล่งข่าววงในให้ข้อมูลเพิ่มอีกว่า สคบ. ได้มีรวบรวมข้อมูลแจงเบาะแสเป็นจำนวนมากพอ ที่จะเข้าไปตรวจสอบบริษัทที่มีการชักชวนคนระดมทุนปลูกกัญชา ภายในเดือนพฤษภาคมนี้อย่างแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม กัญชาที่ระดมทุนจะเริ่มปลูกในวันที่ 10 มิถุนายน ด้วยระบบปิดบนคอนโด waldo 888 ตั้งอยู่ที่แหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี และจะมีบริษัท สยาม อิมเมจ จำกัด เป็นตัวแทนรับซื้อต้นกัญชาที่สามารถเก็บเกี่ยวแล้วนำไปแปรรูป ซึ่งเงินส่วนนี้มาปันผลจ่ายให้กับนักลงทุน 1 ปีต่อแต่นี้

มีคำถามเกิดขึ้นว่า หากวันที่ 9 มิถุนายน ไม่มีการปลดล็อคกฎหมายกัญชา หรือกฎหมายที่ออกมามีข้อขัดการอนุญาตต่างๆ จนทำให้โครงการนี้ไม่มาสามารถจะไปต่อได้ ทำอย่างไร ในเมื่อเกิดการระดมทุนกับนักลงทุนมีการโอนจ่ายเงินไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา มีการจำหน่ายต้นกัญชาที่ยังมองไม่เห็นว่ามีอยู่จริง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น เงินที่นักลงทุนจ่ายไป จะได้เงินคืนจริงหรือ? หรือว่าอย่างไร?

รวมถึง สินค้าที่ไม่ผ่าน สคบ. ที่อยู่ในระบบขายตรงจะถูกกฎหมายได้อย่างไร อีกทั้งใบอนุญาตจากภาครัฐมีแล้วหรือไม่? อีกทั้งภายในเดือนพฤษภาคม สคบ. จะเข้าตรวจสอบบริษัทต้นสังกัดของโครงการระดมทุนปลูกกัญชา หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่สามารถดำเนินการระดมทุนต่อได้ จะมีบทลงโทษกับบริษัทต้นคิดโครงการนี้อย่างไร และบริษัทจะรับผิดชอบอะไรกับนักลงทุนไปแล้วในทิศทางใด เราคงต้องติดตามประเด็นนี้กันต่อ!!

แต่ที่แน่นอนคือ ทั้งหมดทั้งมวลขอฝากไว้ให้คิดก่อนตัดสินใจลงทุน!!!