เยียวยาจากรัฐช่วยได้แค่ไหน หรือทำให้ขายตรงตายเป็น “ผีผ่อนส่ง” กันแน่

เยียวยาจากรัฐช่วยได้แค่ไหน หรือทำให้ขายตรงตายเป็น “ผีผ่อนส่ง” กันแน่

ขายตรง/MLMNEWS

          มีคำถามมากมายเกิดขึ้นกับการออกมาตรการของรัฐบาลในการควบคุมการระบาดของโควิด 19 ตั้งแต่เกิดการระบาดขึ้นในระรอกแรกเมื่อปลายปี 2563 ขณะนั้นมียอดผู้ติดเชื้อในประเทศหลักพันต้นๆ เพราะมาตรการที่รัฐบาลรณรงค์ให้ประชาชน “ไม่ประมาท การ์ดอย่าตก” ล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน เว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร เป็นการควบคุมได้ดีเพราะทุกคนช่วยกัน รวมถึงการล็อกดาวน์ครั้งแรก รัฐก็ให้เงินเยียวยาแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

แต่!!!!!! มีเงื่อนไขว่าต้องลงทะเบียนในโครงการที่รัฐจัดขึ้นก่อนถึงจะได้เงินเยียวยาไปใช้ นะจ๊ะ!!

เมื่อควบคุมการระบาดได้สักระยะหนึ่ง การ์ดเริ่มตก ทำให้เข้าสู่ระรอก 2 ตามข่าวของสื่อต่างๆ ที่ชี้ให้ประชาชนที่ติดตามข่าวไปคิดเอาเองว่า การระบาดครั้งนี้ประชาชนช่วยกันยกการ์ดไม่ให้ตก แต่ทว่ามีกลุ่มคนบางประเภทที่เห็นแก่เงิน ปล่อยให้ต่างด้าวเข้าประเทศตามแนวตะเข็บรอยต่อของไทย จนนำไปสู่การระบาดของโควิดอีกครั้ง หรือแม้กระทั่งการกักตุนสินค้า แอลกอฮอลล์ หน้ากากอนามัย และอีกหลายสิ่งอย่าง ที่ทำให้เข้าสู่การระบาดระรอก 2 ระรอก 3 และระรอกที่ 4

มาถึงระรอกที่ 4 นี้ เห็นชัดเจนว่ามันหนักสุด และสุดจริง เกิดผลกระทบต่อผู้คน ธุรกิจ ระบบเศรษฐกิจ คนหาเช้ากินค่ำต้องขาดรายได้ เพราะยอดติดเชื้อทะลุหลักหมื่น ยอดคนตายหลักร้อย มาเจอล็อกดาวน์อีก แถมพ่วงด้วยค่าใช้จ่าย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ หนี้สินอื่นๆ ที่ยังต้องจ่ายทุกเดือน แต่รัฐบาลก็ยังคงเดินหน้าไม่ทอดทิ้งกัน “ล็อกดาวน์” และ “จ่ายเงินเยียวยา” ยังคงใช้ได้และใช้ต่อ แต่มีเงื่อนไขคือ ต้องลงทะเบียนเหมือนเดิม

คิดหรือไม่ว่า กับมาตรการล็อกดาวน์ จ่ายเงินเยียวยา ที่ออกมานั้น ในระยะยาวจะช่วยประชาชน ช่วยธุรกิจ ได้อย่างแท้จริง?

เพราะหากย้อนไปดูผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ตั้งแต่การระบาดของโควิดระรอกแรก จนถึงระรอกที่ 4 ทุกคนเจ็บ ประชาชนเจ็บ ธุรกิจเจ๋ง อาชญากร อาชญากรรมเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว คนตายบนถนน คนตายคาบ้าน นี่ยังไม่นับถึงการกักตุนสินค้า แอลกอฮอลล์ หน้ากากอนามัย ยา และอีกหลายสิ่งอย่างที่จำเป็นต่อการป้องกันและการรักษา ทั้งหมดถูกผลกระทบเป็นห่วงโซ่มาโดยตลอด

แบบนี้เรียกได้ว่า “เป็นการควบคุม การล็อกดาวน์ ที่ล้มเหลวได้หรือไม่?”

มาถึงการผ่อนปรน เพียงเพราะ “มียอดติดเชื้อลดลงแค่กระจิ๊ดริ๊ด” แบบนี้ จะควบคุมโรคได้จริงหรือ คนกินข้าวที่ร้านไม่ต้องเปิดแมสกินหรืออย่างไร ผ่อนปรนในเวลาที่ “อาจจะไม่เหมาะสม” นั่นอาจทำให้ยอดติดเชื้อพุ่งกว่าเดิมก็เป็นได้ เพราะมีคนอีกจำนวนมากมายที่ไม่รู้ว่าตนเองมีเชื้ออยู่ในร่างกาย และกว่าจะรู้ก็แพร่เชื้อไปให้อีกกี่ร้อยกี่พันคน

แล้วหากมีระรอก 5 6 7… มาอีกล่ะ ทำยังไงต่อ?

คำตอบชัดๆ ง่ายๆ เลยนะ สำหรับคนมีเงินเหลือเฟือ อาจไม่กระทบ หรือกระทบเพียงเล็กน้อย แล้วคนทำธุรกิจ ประชาชนล่ะ ทำยังไง? อาจเจ็บต่อไป บางรายอาจถึง “ตาย” ไปเลย เพราะก็มีให้เห็นมาแล้ว ทำแบบนี้ยิ่งทำให้ประชาชนตาย ธุรกิจตาย ตายเป็น “ผีผ่อนส่งชัดๆ”

มาตรการเยียวยาที่ออกมาทุกธุรกิจ ประชาชน ได้รับผลกระทบ แต่ต่างกันที่มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการบริหารความเสี่ยงต่างๆ เสี่ยงต่อโรค เสี่ยงต่อการขาดทุน เสี่ยงต่อการปิดกิจการ ซึ่งในธุรกิจขายตรงก็ได้รับความเสี่ยงและเกิดผลกระทบไม่ต่างกัน เพียงแค่ยังสามารถขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้ด้วยการทำงานที่ปรับรูปแบบจากออฟไลน์มาเป็นออนไลน์

MLM News Online ได้พูดคุยกับผู้บริหาร / เจ้าของ บริษัทขายตรง หลายท่านให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “ล็อกดาวน์และการเยียวยาไม่ได้แก้ปัญหาได้อย่างครอบคลุม” แต่เป็นการ “เหนียวรั้งให้ดิ่งลงมากกว่าการช่วยเหลือ” เพราะเมื่อคนออกมาทำมาหากินไม่ได้ เงินที่เยียวยาไปเท่าไหร่ก็ไม่พอ การ “ล็อกดาวน์ประเทศ” เป็นสิ่งที่ควรทำที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มของโรงงาน เพราะเป็นสถานที่ที่รวมตัวของคนหมู่มากที่จะทำให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่ได้ตลอด การตรวจหาผู้ติดเชื้อให้ได้มากที่สุดและเข้ารับการรักษาอย่างเร็วที่สุด

ที่สำคัญประชาชนควรได้ฉีดวัคซีนที่ดีให้ครอบคลุมและเร็วที่สุด รวมถึงต้องช่วยฟื้นเศรษฐกิจทั้งระบบ คือ ให้คนออกมาทำมาหากินได้อย่างปกติอย่างรวดเร็ว ถึงจะช่วยประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ และต้อง “หยุดการชำหนี้ทั้งระบบ” ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดค่าใช้จ่ายจริงๆ แล้วจะใช้เวลาล็อกดาวน์เท่าไหร่ก็ได้ แต่ขอให้ “เจ็บแล้วจบ”ในครั้งเดียว”

          ในมุมมองของ สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย นั้น ให้ความเห็นว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ เป็นเพียงการกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดกำลังซื้อได้ชั่วคราว ที่ส่งผลต่อดีการผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระได้ดีเพียงระยะเวลาหนึ่ง

ซึ่งทางสมาคมฯ ยังปรารถนาที่ให้รัฐจัดสรรวัคซีนให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง แม้ในขณะนี้ บริษัทขายตรง “อาจจะ” ยังไม่มีประเด็นเร่งด่วนที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือโดยเฉพาะเจาะจงก็ตาม เพราะที่ผ่านมาสมาคมฯ จัดระดมความคิดเห็นจาก CEO ของบริษัทสมาชิก เพื่อหามุมมองในการปรับตัวให้ผ่านวิกฤตนี้ร่วมกัน รวมถึงปรับแผนดำเนินธุรกิจเป็นแบบออนไลน์เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้

จากนี้ต่อไป อยากเห็นรัฐมุ่งเน้นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นจะส่งผลบวกมายังอุตสาหกรรมขายตรงในที่สุด ส่วนมาตรการเยียวยานายจ้างและผู้ประกันตน ม.33 ส่งผลดีให้แก่ลูกจ้างและนายจ้างของบริษัทขายตรงเช่นกัน

          หวังว่าจากนี้ต่อไปจะได้เห็นสิ่งที่เป็นการช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการ ได้ในระยะยาวอย่างแท้จริงแบบไม่ต้อง “เจ็บแบบผ่อนปรน” “ตายซ้ำตายซากอีก”